วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

“น้ำมะพร้าว”เครื่องดื่มเพื่อคุณผู้หญิงทุกประเภท!

"น้ำมะพร้าว"เครื่องดื่มเพื่อคุณผู้หญิง
คอลัมน์ เครื่องแนม
มะพร้าวมีประโยชน์มหาศาล จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ใครๆ ก็รู้ แต่ประเด็นที่ว่า มะพร้าวเกิดมาเพื่อคุณผู้หญิง อาจมีใครบางคนยังไม่รู้
เว็บไซต์ kvamsook.com เคยนำเสนอเรื่องนี้มานานแล้ว ใครจำไม่ได้ มาทบทวนกันอีกครั้ง...

ผู้หญิงขี้ลืม : น้ำมะพร้าวช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ หรือ ความจำเสื่อมโดยเฉพาะในสตรีวัยทอง
ผู้หญิงซุ่มซ่าม : น้ำมะพร้าวจะช่วยสมานแผล ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น
ผู้หญิงรักสวยรักงาม : น้ำมะพร้าวช่วยบำรุงผิวพรรณสวยงาม ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร
ผู้หญิงรักการออกกำลังกาย : น้ำมะพร้าวให้ร่างกายสดชื่น ลดความอ่อนเพลียหลังการออกกำลังกาย
ผู้หญิงรักการดื่ม : น้ำมะพร้าวช่วยแก้เมา แก้แฮ้ง แก้เมาค้าง หลังการดื่ม
ผู้หญิงที่กำลังจะเป็นคุณแม่ : น้ำมะพร้าวจะทําให้การสร้างไขตัวเด็กได้สีค่อนข้างขาว ซึ่งจะทำให้เห็นว่าเด็กที่คลอดออกมานั้นมีตัวที่สะอาด
ผู้หญิงมีประจำเดือน : น้ำมะพร้าวมีสารอาหารแบบเดียวกับฮอร์โมนเพศ ซึ่งอาจจะมีผลต่อประจำเดือน เช่น อาจทำให้ประจำเดือนหยุด
รู้แล้วสินะว่า บ้านหลังใหม่จะปลูกต้นอะไรดี

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ยา พาราฯ ห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด หวั่นเป็นพิษต่อตับ

จี้ปรับวิธีจ่ายยา ′พาราฯ′ ห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด หวั่นเป็นพิษต่อตับ
เครือข่ายโรงพยาบาลฯราว 50 แห่ง ห่วงคนไข้กินยา ′พาราเซตามอล′ เกินขนาด จะเป็นพิษต่อตับ แนะ คุมการเบิกจ่ายในสถานพยาบาลห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายแพทย์พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้เครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ ประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศได้หารือถึงการใช้ยาพาราเซตามอลอย่างสมเหตุผลเนื่องจากเห็น ว่าขณะนี้ในท้องตลาดมีการวางจำหน่ายยาพาราฯหลายขนาดและมีการใช้กันอย่างแพร่ หลายโดยเฉพาะขนาด650 มิลลิกรัม(มก.) ซึ่งมีความเสี่ยงว่าผู้ป่วยอาจได้รับยาเกินขนาดและเป็นพิษต่อตับ
ทั้งนี้เพราะคนไทยมีความเชื่อว่าถ้าเจ็บป่วยต้องรักษาด้วยยาพาราฯ และต้องกินครั้งละ 2 เม็ดแต่ตามเกณฑ์มาตรฐานระบุไว้ที่ 1,000 มิลลิกรัมเท่านั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เริ่มส่งเสริมการใช้ยาดังกล่าวอย่างสมเหตุผลโดยเริ่ม ต้นที่โรงพยาบาลเป็นอันดับแรก กำหนดให้แพทย์สั่งจ่ายยาพาราฯแก่ผู้ป่วยหญิง จำนวน 1 เม็ด กินทุก 6 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยชายให้พิจารณาเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ให้เขียนกำกับบนฉลากยาด้วยว่า "ห้ามใช้ยาพาราฯเกิน 8 เม็ดต่อวันเพราะเป็นพิษต่อตับ
ซึ่งวันที่ 29 ตุลาคมจะมีพิธีลงนามความร่วมมือเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในโรงพยาบาลต่างๆกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ด้วย
ขณะเดียวกัน ด้านแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ก็ได้เตรียมที่ จะเสนอให้อย.ทบทวนตำรับยาแบบยกเครื่องทุก 5 ปี เพราะพบว่ามียาบางชนิดมีตัวยาและสูตรยาไม่เหมาะสมทำให้ไม่ปลอดภัยและไม่มี ประสิทธิภาพในการรักษา เช่น ลูกอมแก้เจ็บคอผสมยาปฏิชีวนะหรือยาพาราเซตามอล ที่สหรัฐอเมริกาประกาศลดขนาดเหลือ 350 มก.แต่ไทยยังมีขนาด 500 มก.ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการกินยาเกินขนาด

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แนะ นักเดินทาง สำรองยา 3-5 วัน

ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่นี้ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) แนะนำนักเดินทางควร พกยาที่จำเป็น เช่น ยารักษาโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง ยาจำเป็นพื้นฐานสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยสำรองให้เท่ากับวันเดินทาง หรือเพิ่มอีก 3-5 วัน และขณะขับรถควรเลี่ยงยากลุ่มที่กินแล้วทำให้ง่วง

ภญ.วนิชา ใจสำราญ รักษาการผู้อำนวยการ อภ. เปิดเผยว่า การเตรียมยาในระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ สำคัญที่สุดอันดับแรกคือการเตรียมยาในส่วนของผู้สูงอายุ ที่ส่วนใหญ่จะมีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว ซึ่งยาของผู้สูงอายุจะมียาที่ต้องกินเป็นประจำ ต้องเตรียมยาในปริมาณเท่ากับวันที่เดินทาง หรือสำรองเพิ่ม 3-5 วัน และควรจะติดชื่อยาไปด้วย เพราะหากยาตกหล่น สูญหายจะได้สามารถซื้อยาตัวเดิม หรือเข้าโรงพยาบาลแจ้งแพทย์ได้ว่าเดิมใช้ยาอะไร
ภญ.วนิชากล่าวว่า ส่วนยารายการอื่นๆ จะเป็นยาพื้นฐานสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาทิ พาราเซตามอลแก้ไข้ ทั้งชนิดเม็ดและน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้ ซึ่งสามารถลดน้ำมูกและใช้แก้คันได้ด้วย ยาลดกรดชนิดน้ำ ซึ่งออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าชนิดเม็ด ผงเกลือแร่ ผงถ่านกรณีท้องเสีย ยาแก้เมารถ ยาแก้ปวดเมื่อย และอุปกรณ์ทำแผล
"กรณีต้องขับรถเอง หากมีการใช้ยาในระหว่างนั้น ต้องศึกษาก่อนว่ายาที่จะกินมีตัวใดที่จะออกฤทธิ์ทำให้มีอาการง่วงนอน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือยาในกลุ่มแก้ปวดไมเกรน ยาคลายกังวลบางชนิด ยากลุ่มนี้จะทำให้ง่วงนอน เป็นผลให้ความสามารถในการตัดสินใจช้าลง หากกินแล้วขับรถอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ในกรณีไม่สามารถเลี่ยงได้ ควรจอดรถนอนพักจนหายง่วง แล้วจึงขับต่อไป" ภญ.วนิชากล่าว และว่า ในช่วงดังกล่าวอาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด เนื่องจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน พักผ่อนน้อย รวมถึงอยู่ในที่ที่มีคนหนาแน่น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่าย และอีกโรคคือท้องเสีย ต้องเตรียมยาและผงน้ำตาลเกลือแร่สำรองเพิ่มสำหรับหลายคน
ส่วนผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ภญ.วนิชากล่าวว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหารกเกาะต่ำ ในการเดินทางที่กระทบกระเทือนต้องระวังมาก หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง และถ้าหากมีอาการปวดหรือมีไข้ฉับพลัน ให้เลือกใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลเท่านั้น หรือหากมีน้ำมูก สามารถใช้คลอเฟนนิรามีนได้ แต่ที่สำคัญที่สุด ควรมีเบอร์โทรศัพท์ของแพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์ไปด้วย เพื่อหากมีปัญหาจะได้โทรปรึกษา หรือหากมีเหตุสุดวิสัยให้เข้าพบแพทย์ที่สถานพยาบาลในพื้นที่นั้นๆ ทันที
นอกจากนี้ยังมีโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเดินทางคือ โรคกระเพาะอาหาร เนื่องจากกินอาหารไม่ตรงเวลาและพักผ่อนน้อย อีกโรคที่จะพบมากสำหรับผู้หญิงคือ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากระหว่างการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจไม่สะดวกในการเข้าห้องน้ำ ทำให้ต้องกลั้นปัสสาวะ และสุดท้าย การไปเที่ยวป่าหรือน้ำตกต้องระวังในเรื่องของไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย ถ้ามีไข้ควรรีบพบแพทย์ทันที

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทำไงดีหว่า! ...ก้างปลาติดคอ

คอลัมน์ คลินิกหู คอ จมูก
โดย นพ.ชัยยศ เด่นอริยะกูล
หัวหน้ากลุ่มงานโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลกลาง สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
ผมเชื่อว่าทุกคนคงต้องเคยรับประทานปลามาแล้ว และปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ก็ชอบรับประทานปลาเพราะปลาเป็นเนื้อสัตว์ ประเภทโปรตีนที่ย่อยง่าย มีคุณค่าครบถ้วน ราคาไม่แพง หาได้ง่ายและทำอาการกินได้หลากหลายชนิด ในปัจจุบันนักวิชาการทางโภชนาการก็สนับสนุนให้คนบริโภคปลากันมากๆ เพราะมีผลเสียน้อยกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ
แต่ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ก้างปลาติดคอแล้ว คุณคงเข็ดไปอีกนานเพราะเวลาก้างปลาติดคอ มันแสนจะเจ็บคอและทรมานเหลือกำลัง เวลากลืนน้ำลายก็จะเจ็บเกือบทุกครั้งและเป็นความเจ็บที่มันแทงจี๊ดจนสุด บรรยายคล้ายกับตกนรกทั้งเป็น ผมเป็นแพทย์ หู คอ จมูก มากว่า 20 กว่าปี คีบก้างปลาออกจากคอคนไข้มานับไม่ถ้วน หลังคีบเสร็จผู้ป่วยจะรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งเหมือนได้หลุดออกมาจากขุมนรก เลย ดังนั้นในฉบับนี้ถ้าก้างปลาติดคอคุณ ควรจะทำอย่างไรดี เรามีคำแนะนำให้ปฏิบัติ คือ

1.ดื่มน้ำตาม น้ำจะช่วยพัดให้ก้างปลาหลุดได้ หรือถ้าอยู่ไม่ลึก เช่นบริเวณแถวลำคอส่วนบนและทอนซิล ก็ให้ใช้น้ำกลั้วในคออย่างแรงพอควร ไม่ใช่อมบ้วนปากนะครับ ต้องเงยหน้าขึ้นแล้วทำเสียงคร้อกๆ 3 - 4 ครั้ง แล้วบ้วนทิ้งทำดู 2 - 3 ครั้ง ถ้าก้างปักไม่ลึกก็จะหลุดออกมาได้
2.ดื่มน้ำมะนาว โดยใช้มะนาวสดๆคั้นประมาณ 1 -2 ช้อนโต๊ะ แล้วกินเข้าไปเลยเนื่องจากน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด อาจจะช่วยทำให้ก้างปลาอ่อนๆ นิ่มขึ้นได้บ้าง แล้วค่อยตามด้วยวิธีอื่นต่อไป แต่ที่บอกว่าใช้น้ำมะนาวจะทำให้ก้างละลายไปได้ ตามความเห็นของผม ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะก้างปลาเป็นกระดูกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่จะละลายได้ง่ายๆ และคงไม่มียากินที่ละลายก้างได้ด้วย
3.กลืนข้าวคำโตๆ อาจจะเป็นข้าวเหนียวก็จะดีหน่อย แต่จะใช้ข้าวเจ้าก็ได้ ปั้นให้เป็นก้อนกลมมีขนาดเท่าประมาณลูกชิ้นลูกเล็กๆ กลืนลงไปทั้งก้อนเลย ไม่เคี้ยวนะครับเพราะเราหวังจะให้ก้อนข้าวช่วยดันก้างให้หลุดติดลงไปในท้อง
4.ใช้นิ้วมือล้วง โดยอาจจะเป็นนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าไปจับแล้วคีบดึงออกมา แต่เหมาะสำหรับคนนิ้วเล็ก ที่สามารถเข้าไปในปากได้ลึกและผู้ป่วยไม่มี gag reflex คือถ้าเป็นพวกคอไว มี gag reflex สูง พออะไรถูกแถวบริเวณโคนลิ้นหรือคอก็จะรู้สึกขย้อน อาเจียนออกมา แบบนี้ก็ทำไม่ได้
5.หรือถ้าอ้าปากแล้วเห็นก้างติดที่คอหรือต่อมทอนซิล ก็สามารถใช้ไฟฉายส่องกบที่สวมติดกับศีรษะ อีกมือใช้ช้อนหรือแผ่นไม้กดลิ้นลง แล้วใช้คีบด้วยเครื่องมือหรือถ้าเป็นนักคีบตะเกียบมือฉบัง ก็สามารถเอาตะเกียบคีบออกมาได้
สุดท้ายเมื่อลองดูในทุกกระบวนท่าแล้วไม่สามารถจัดการได้ ก็คงต้องไปพบแพทย์โดยเฉพาะแพทย์ หู คอจมูก ซึ่งจะเป็นผู้จัดการกับปัญหาก้างปลาติดคอได้ดีที่สุด เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์หูคอ จมูก จะซักประวัติถามวันเวลาที่เกิดเหตุ ลักษณะก้างที่คิดว่าจะเป็น ตำแหน่งที่เจ็บว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ข้างซ้ายหรือข้างขวา
แล้วก็มาถึงขั้นตอนสำคัญคือส่องตรวจดูว่าก้างติดอยู่ที่ใด โดยใช้ไฟสวมศีรษะที่มีแสงสว่างพอควร ใช้ไม้กดลิ้นและที่เขี่ยตรวจดูตามร่องตามหลีบต่างๆ หรือถ้าอยู่ลึก ก็ต้องใช้กระจกส่องตรวจ เข้าไปในกล่องเสียง ในปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีกล่องส่องตรวจพิเศษแบบหักมุม 70 - 90? ก็จะเห็นได้ชัดเจนและง่ายขึ้น
ถ้าก้างปลาติดอยู่เหนือกล่องเสียงหรือลูกกระเดือกขึ้นมา แพทย์หู คอ จมูก สามารถใช้เครื่องมือที่โค้งงอเป็นพิเศษคีบออกมาได้ แต่ถ้าติดอยู่ลึกกว่าลูกกระเดือกลงไป คงต้องใช้เอ็กซเรย์ช่วยตรวจด้วยครับ ความยากง่ายในการคีบขึ้นอยู่กับลักษณะก้างเล็กใหญ่เพียงใด ตำแหน่งของก้างปลาที่ติดว่าอยู่ลึก ซ่อนอยู่ในร่องลึกลับขนาดไหน มีเครื่องมือในการคีบที่พร้อมสมบูรณ์หลายแบบหลายมุมให้เลือกใช้ และสุดท้ายคือความร่วมมือของผู้ป่วยเพราะในผู้ป่วยบางคนที่คอไวจะคีบยากมาก เนื่องจากผู้ป่วยจะรู้สึกขย้อนอยากอาเจียน เพียงแค่แตะโคนลิ้น อาจจะต้องพ่นยาชาก่อน ทำให้ผู้ป่วยชา จะได้มี Reflex น้อยลง
เห็นไหมครับว่าเพียงก้างปลาเล็กๆนิดเดียว คุณอาจจะต้องพบกับปัญหาและวิธีการเอาออกหลายขั้นตอนได้ ดังนั้นเวลาทานปลาต้องระมัดระวังค่อยๆ ละเอียดทาน อย่ารีบเคี้ยวรีบกลืนเพราะท่านอาจจะปวดหัวกับก้างปลาติดคอได้ ผมขอบอก

น้ำตาลทรายขาวกับสารฟอก เข้าใจอะไรผิด คิดใหม่ได้

น้ำตาลทรายขาวกับสารฟอก
เข้าใจอะไรผิด คิดใหม่ได้

เพราะยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่ยังอยู่กับความเข้าใจผิด หรือสิ่งที่ได้ยินต่อๆกันมา โดยไม่ได้หาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ว่า น้ำตาลทรายขาว ขาวได้เพราะใช้สารฟอกขาว หรือ ใช้สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulferdioxide) ซึ่งข้อมูลนี้ ทั้งล้าสมัย และตกยุคไปนานแสนนานแล้ว เพราะพัฒนาการการผลิตน้ำตาลทรายขาวนั้น ยกระดับมานับหลายสิบปี โดยใช้ขั้นตอนทางธรรมชาติมาทำให้เกิดความขาว โดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ในท้องตลาดทุกวันนี้ มีการใส่ใจกับเรื่องคุณภาพและ ความปลอดภัยเป็นพิเศษ โดยขั้นตอนการผลิตนั้นได้มาตรฐานระดับโลก และใช้วิธีทางธรรมชาติในทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้น้ำตาลทรายขาวคุณภาพ ที่ให้คุณประโยชน์ โดยปราศจากสารฟอกขาวใดๆ หรือเรียกได้ว่า ใช้วัตถุดิบจาก ธรรมชาติ ผ่านกระบวนการผลิตจากธรรมชาติ เพื่อให้ได้น้ำตาลทรายขาวที่เป็นธรรมชาติจริงๆ
ขั้นตอนธรรมชาติที่ใช้นั้น คือเริ่มจากการคัดอ้อยคุณภาพ นำมาหีบสกัดน้ำอ้อย และใช้วิธีทางธรรมชาติเพื่อให้น้ำอ้อยตกตะกอน แล้วนำน้ำอ้อยใส ไปสู่กระบวนการต้ม กรอง ปั่น โดยบางขั้นตอนที่ซับซ้อน มีการทำซ้ำๆ เพื่อให้ได้น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ สะอาด จากธรรมชาติจริงๆ
ซึ่งปัจจุบัน มีการทำคลิปแสดงขั้นตอนเพื่อความเข้าใจ ด้วยวิธีการที่น่ารัก น่าสนใจมากมายในสื่อ Social media ไม่ว่าจะเป็น Youtube หรือในหน้า Facebook ของ brand ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ทุกครั้ง ว่าน้ำตาลทรายขาวที่รับประทานไม่มีสารฟอกขาวใดๆ และทุกเกล็ดนั้นเต็มคุณภาพจริงๆ

พริกขี้หนู ลดความอ้วน ได้จริงนะ!

สาวๆ ที่อยากหุ่นสวย รูปร่างดี และสุขภาพเริ่ด ทราบไหมคะว่า "พริกขี้หนู ลดความอ้วน" ได้จริงๆ นะ?!?
พริกขี้หนู ลดความอ้วน
หลายคนเลือกสวยทางลัด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าคลินิกศัลยกรรม หรือ กินยาลดความอ้วน วิธีเหล่านี้สามารถช่วยให้เกิดผลรวดเร็วก็จริง แต่ผลที่ตามมาทีหลังนั้น ล้วนมีแต่ข้อเสียกับเสียค่ะ
คุณสาวๆ รู้หรือไม่ว่า สมุนไพรไทยใกล้ตัวในครัวนี่แหละ สามารถช่วยลดความอ้วนได้ ไม่เป็นอันตราย หรือส่งผลข้างเคียงในระยะยาวด้วยนะคะ
เผ็ดจริงจริงเลยนะตัวแค่นี้ มันจะร้อนอะไรอย่างงั้น ตัวนิดเดียว...เฉลย สิ่งที่ช่วยคุณสาวๆ ลดความอ้วนได้ก็คือ "พริกขี้หนู" ค่ะ
"พริกขี้หนู" มีลักษณะเป็นไม้ต้น ใบมีลักษณะแบนและเรียบมัน ผลมีขนาดเล็กเรียวยาวประมาณ 2-3 ซ.ม. เมื่อดิบผลมีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง มีรสเผ็ดจัด นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยหลากหลายชนิด
สรรพคุณ มีมากมาย ใช้ขับลม ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด บรรเทาอาการไข้หวัดช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น ลดการอุดตันหลอดเลือด ลดโคเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปอดและช่องปาก บรรเทาอาการเจ็บปวด ช่วยเสริมสร้างอารมณ์สดชื่น ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกาย
ผลดองสุราใช้ทาแก้ฟกช้ำดำเขียว
ต้นมีรสเผ็ด ใช้ขับลม แก้กษัย
รากใช้ฝนกับมะนาวแทรกเกลือ เป็นยากวาดคอ
ใบใช้แก้หวัด ตำใบสดผสมกับดินสอพองพอกขมับแก้ปวดศีรษะได้
พริกขี้หนู ลดความอ้วน
และอีกหนึ่งสรรพคุณที่สาวๆ ห้ามพลาดนั่นก็คือ "พริกขี้หนู ลดความอ้วนได้ค่ะ
ความเผ็ดร้อนของพริกสามารถช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว ช่วยคุมน้ำหนัก ทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย เมื่อสารอาหารถูกเผาผลาญได้เร็วขึ้นน้ำหนักก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
จากการศึกษาในคนพบว่า อาหารรสเผ็ดที่มี Capsaicin อาจช่วยลดปริมาณอาหารที่รับประทานได้ประมาณ 200 กิโลแคลอรี่
หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม พริกยังช่วยให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อน แต่กลับไหลเวียนสะดวกดี จะช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้กระเพาะหลั่งกรด ออกมาย่อยมากขึ้น แต่ถ้ามากเกินไป กระเพาะก็หลั่งกรด ออกมาเกินความต้องการ กรดจะไปทำลายผนังกระเพาะได้ ยิ่งถ้าใครมีแผลในกระเพาะ หรือลำไส้อยู่แล้ว อาการจะยิ่งกำเริบ
ข้อควรระวัง
การรับประทานพริกมากเกินไป อาจจะทำไห้ท้องเสียได้ และการกินเผ็ดจัดๆ ทำให้เกิดผลเสียต่อกระเพาะด้วยนะคะ
สาวๆ ที่อยาก "ลดความอ้วน" ลองนำวิธีง่ายๆ นี้ไปใช้ดู ลองใช้ "พริกขี้หนู" มาปรุง ทำเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก ต้มยำ หรืออีกหลายๆ เมนู พร้อมทั้งควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย เพียงเท่านี้ คุณก็จะ ควบคุมน้ำหนัก กลายเป็นสาวรูปร่างเป๊ะได้แล้วค่ะ ^^

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ดื่มกาแฟอย่างเหมาะสม สุขภาพแจ่มใส

กาแฟมีคาเฟอีนซึ่งเป็นสารที่หากได้รับในปริมาณที่เกินพิกัดก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่คอกาแฟอย่าเพิ่งตกใจ เพราะข้อดีของกาแฟก็มีถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม หากจำกัดครีมเทียม นม และน้ำตาลอย่างเหมาะเจาะ ก็สร้างประโยชน์ดีๆ ให้ร่างกายเราได้เช่นกัน

กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ
มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าคาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม และอาจจะทำให้น้ำหนักคุณลดลงได้ และมีผลวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบดมีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง สามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ 7.7 กิโลกรัม ภายใน 22 สัปดาห์เลยทีเดียว
ปลุกความตื่นตัวได้ในทันที
คาเฟอีนมีคุณสมบัติไม่ ต่างจากสารกระตุ้นดีๆ ชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้นๆ ยืนยันด้วย การทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่งซึ่งได้ดื่มกาแฟ ระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่านักกีฬากลุ่มที่ ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
ลดความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน
สถาบัน การแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยและพบว่าคาเฟอีน ในกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน โดยผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลดโอกาสเกิด โรคพาร์กินสันได้ถึง 25%
ช่วยกระตุ้นความจำ
ผลการวิจัยจากภาครังสีวิทยา ของอเมริกาเหนือกล่าวว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับ การวิจัยของอีกสถาบันหนึ่งที่บอกว่า ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หากดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้ ส่วนมหาวิทยาลัย เซาท์ฟลอริด้าก็เผยว่า คนอายุล่วงเข้าวัยกลางคน ควรดื่มกาแฟประมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF สารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์
ช่วยลดความเครียด
เชื่อว่าหลายคนแอบเห็นด้วยกับผล วิจัยนี้ เพราะเมื่อรู้สึกเครียดหรือ เหนื่อยทีไร ได้จิบกาแฟสักหน่อยก็จะรู้สึกดีขึ้น การันตีด้วยผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า คนที่ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะลดความเครียดได้ประมาณ 15% แต่หากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียดได้ถึง 20%
ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง
มีผลการวิจัย หลายชิ้นที่ยืนยันว่าการดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็ง เต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย โดยประสิทธิภาพของคาเฟอีนจะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติ และกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่ง

5 อาหารลดหน้าท้อง ทำให้หน้าท้องแบนราบ

ร้อยทั้งร้อยของผู้หญิงย่อมอยาก มีหน้าท้องแบนราบดูเพรียวได้สัดส่วนกันทั้งนั้น และจะดีมั้ยถ้าเรามีวิธีง่ายๆ ให้คุณสมหวังได้ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีที่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย

อัลมอนด์
แม้จะเป็นถั่วเม็ดเล็ก แต่อัลมอนด์ก็มีประโยชน์เหลือหลาย อัลมอนด์ช่วยลดการดูดซึมของไขมัน นอกจากนี้หากทานอัลมอนด์เป็นอาหารว่างแทนขนมกรุบกรอบ ก็จะทำให้ลดหน้าท้องและน้ำหนักได้ผลขึ้นด้วย


ถั่วเหลือง

ถั่ว เหลืองเป็นอาหารที่มีคุณอนันต์จริงๆ ถ้าอยากเลี่ยงเนื้อสัตว์ก็ทานถั่วเหลืองที่ให้โปรตีนเหมือนกันได้ นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและไฟเบอร์ที่มีประโยชน์ยิ่งต่อ ร่างกายของคุณด้วย


เบอร์รี่

ผลไม้ประเภทเบอร์รี่ล้วนมีประโยชน์ มากมาย ทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินหลายชนิด ถ้าลดน้ำหนักอยู่แต่ยังอยากทานจุบจิบ เบอร์รี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ

โยเกิร์ต

โยเกิร์ตช่วยกระตุ้นการทำงานของ ระบบทางเดินอาหาร กำจัดแก๊สในท้อง ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องผูกด้วย แต่อย่ากินโยเกิร์ตแบบผสมน้ำตาลนะจ๊ะ ทานแบบรสธรรมชาติดีที่สุด

ซุปผัก

เมนูสุดคลาสสิคยามลดหน้าท้องและลด น้ำหนักคือ สลัดผัก แต่ถ้าเบื่อสลัดแล้ว ลองทานเมนูผักอย่างอื่นอย่างซุปผักดูสิคะ ใส่แครอท มะเขือเทศ และผักขึ้นฉ่ายหรือผักชนิดอื่นๆ ตามใจชอบ

หากคุณกำลังเซ็งจิตกับหน้าท้องห่วงยางของคุณอยู่ละก็ ลองเมนูเหล่านี้ดูนะคะ หาทานได้ง่ายๆ ดีต่อสุขภาพดีกว่าเสี่ยงกับสารเคมีอย่างพวกอาหารเสริมลดความอ้วนเป็นไหนๆ

น่าลอง!! วิธีลดน้ำหนักด้วยอาหารอิ่มนาน

คุณผู้อ่านสังเกตไหมว่า อาหารบางประเภท รับประทานแล้วจะรู้สึกอิ่มอุ่นท้องไปหลายชั่วโมง ในขณะที่อาหารบางประเภท รับประทานแล้วอิ่มมาก แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานเท่าไรนัก ก็รู้สึกหิวใหม่อีกครั้ง

ความแตกต่างนี้อธิบายได้จากทฤษฎีการให้คะแนนความอิ่มของอาหารซึ่งพัฒนา ขึ้นมาโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนี่ย์ประเทศออสเตรเลียซึ่งได้ทำการ วิจัยโดยนำอาหารที่คนรับประทานกันบ่อยๆเกือบ40ชนิด เช่น ข้าว ขนมปัง ข้าวโอ๊ต ชีส ไข่ ถั่ว ผลไม้ต่างๆ ไอศครีม ฯลฯ มาให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานทีละชนิด
โดยให้รับประทานในปริมาณที่ให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่เท่ากัน หลังจากนั้นจึงให้กลุ่มตัวอย่างนั่งรอเวลาไป 2 ชั่วโมง แล้วจึงเอาอาหารอร่อยๆ มายั่วยวน เพื่อดูว่าจะรับประทานมากน้อยแค่ไหน ถ้ากลุ่มตัวอย่างรับประทานมาก แสดงว่าอาหารที่รับประทานไปในตอนแรก ไม่อยู่ท้อง ในทางตรงข้าม ถ้ารับประทานอาหารที่ 2 ชั่วโมงในปริมาณน้อย แสดงว่า อาหารที่รับประทานในตอนแรกอยู่ท้อง แล้วจึงนำผลที่วัดได้คำนวณออกมาเป็นคะแนนที่เรียกว่า Satiety Index
ผลการวิจัย พบว่าอาหารที่ทำให้เราอิ่มได้นาน คืออาหารในกลุ่มโปรตีน เช่น ไข่ ถั่ว หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเนื้อปลาทำคะแนนได้สูงสุดในกลุ่มนี้ ตามมาด้วยอาหารในกลุ่มแป้งไม่ขัดขาว ซึ่งยังมีเส้นใยอาหารอยู่มาก เช่น พาสต้าโฮลวีท ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท
ส่วนอาหารที่ได้แชมป์ความอิ่มนานสุดด้วยคะแนนนำลิ่วคือมันฝรั่ง ต้ม(สำหรับคนที่อยากลดน้ำหนักอาจรับประทานมันฝรั่งต้มแทนข้าวได้ แต่ไม่ควรปรุงรสด้วยเนย ครีม ชีส)
สำหรับอาหารที่รับประทานไปได้ไม่เท่าไรก็หิวอีก ทำคะแนนความอิ่มได้ต่ำ คืออาหารในกลุ่มแป้งขัดขาวเช่น ครัวซองท์ เค้ก โดนัท ไอศครีม มูสลี ขนมปังขาว เฟรนช์ฟรายส์ คุ้กกี้ สำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก จึงควรเลี่ยงอาหารในกลุ่มนี้
การลดน้ำหนักคือการเลิกคิดว่าจะลดน้ำหนักเลิกตะบี้ตะบันอดอาหารแต่เป็น การเลือกรับประทานอาหารอย่างคนผอมเน้นรับประทานอาหารที่อยู่ท้อง แคลอรี่ต่ำ วิตามินและสารอาหารสูง รับประทานอย่างมีสติ ร่วมกับออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้ติดเป็นวิถีการใช้ชีวิต แล้วคุณจะผอมได้โดยไม่ต้องอดอาหาร
ที่มา:โครงการ“รวมพลังขยับกายสร้างสังคมไทยไร้พุง”
โดยพญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล
เนื้อหาโดย สสส.

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ยืนยัน อีโบลา ไม่ติดต่อทางอากาศ

แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและระบาดวิทยาเห็นตรงกันว่า ไวรัสอีโบลาที่ กำลังระบาดหนักอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกของทวีปแอฟริกาในเวลานี้ เป็นไวรัสที่ร้ายแรง แต่ทุกคนก็ไม่เชื่อว่า ไวรัสร้ายแรงนี้จะสามารถกลายพันธุ์จนติดต่อผ่านลมหายใจ หรือแพร่ระบาดผ่านอากาศได้ เหมือนไวรัส ซาร์ส หรือไวรัสไข้หวัดนก

ศ.เดวิด เฮย์แมนน์ ประธานสภาสาธารณสุขแห่งอังกฤษ และผู้สอนวิชาโรคติดเชื้อและระบาดวิทยา ที่ลอนดอน สคูล ออฟ ไฮยีน แอนด์ ทรอปิคอล เมดิซีน ระบุว่า ไม่เคยมีประวัติว่ามีไวรัสใดที่แพร่เชื้อผ่านของเหลวจากร่างกายเหมือนกับอี โบลา จะสามารถกลายพันธุ์แล้วกลายเป็นไวรัสที่มีความสามารถในการแพร่ระบาดทางอากาศ ได้
ศ.เฮย์แมนระบุว่า ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าไวรัสซึ่งแพร่ระบาดในแบบเดียวกับอีโบลา เคยกลายพันธุ์เป็นไวรัสในระบบทางเดินหายใจมาก่อนไม่ว่าจะระบาดอยู่ในกลุ่มคน ยาวนานขนาดไหน โดยยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เช่น เอชไอวี ไวรัส และไวรัสตับอักเสบบี ก็เป็นไวรัสที่แพร่ผ่านของเหลวจากภายในร่างกายเช่นเดียวกัน และไม่เคยกลายพันธุ์เป็นไวรัสในระบบทางเดินหายใจ หรือไวรัสที่สามารถติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจมาก่อน
ทางด้าน นพ.เจเรมี ฟาร์ราร์ ผู้อำนวยการกองทุนเวลคัมทรัสต์ ยืนยันเช่นเดียวกันว่า เมื่อพูดถึงการกลายพันธุ์เป็นไวรัสที่ติดต่อทางอากาศ ต้องพูดให้ชัดเจนด้วยว่า มีโอกาสแต่น้อยมาก และย้ำเช่นกันว่า เท่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ยินว่ามีการกลายพันธุ์ในลักษณะนี้ หรือแม้กระทั่งไวรัสที่แพร่ระบาดในทางหนึ่ง กลายพันธุ์เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดในอีกทางก็ไม่เคยมีเช่นเดียวกัน
"เมื่อพูดว่ามีโอกาสกลายพันธุ์เป็นอีโบลาที่แพร่ระบาดทางอากาศ ได้อยู่บ้าง ก็ต้องพูดควบคู่ไปกับสัดส่วนของการเกิดเช่นนี้ด้วยว่า มีอยู่น้อยอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เป็นการขยายความหวาดกลัวให้มากเกินจริงไป เท่าที่เป็นอยู่อีโบลาก็สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นมากแล้ว" นายแพทย์ผู้นี้กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายแอนโธนี บันบิวรี ตัวแทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยภารกิจอีโบลา เตือนว่า การที่ไวรัสอีโบลาระบาดอยู่ในผู้คนเป็นเวลานานมากเท่าใด ยิ่งเปิดโอกาสให้มีการกลายพันธุ์มากขึ้นเท่านั้น
และแม้การกลายพันธุ์เป็นการแพร่ระบาดทางอากาศจะถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้และไม่น่าจะเกิดขึ้น
แต่ก็ไม่ควรคิดว่าไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นโดยสิ้นเชิงในยามที่ต้องระวังอย่างรอบคอบเช่นเวลานี้

น้ำผลไม้ เติมความอวบ

คอลัมน์ เครื่องแนบ

คําว่า "อ้วน" อย่างไรยังคงเป็นคำแสลงหูสำหรับใครหลายๆ คน
มื้อเช้าที่มีเวลาจำกัด ของหลายๆ คนจึงอาศัยแค่ขนมปัง 1 แผ่น กับน้ำผลไม้ 1 กล่อง
หารู้ไม่ว่า ขนมปังกับน้ำผลไม้ตอนเช้าทำให้อ้วนกว่าเดิม!!!
เภสัชกรหญิงนันทวดี พิทยาพิบูลพงศ์ จากบอดี้ ลิฟท์ อัพ ยืนยันถึงข้อมูลดังกล่าว และบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อาจจะเป็นเพราะยุคนี้เป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลากหลายอยู่ในโซเชียล จึงหลงหูหลงตาไปบ้าง
ทำไมแค่ขนมปังกับน้ำผลไม้ ในตอนเช้าจึงกลายเป็นตัวร้ายไปได้
นั่นเป็นเพราะ "กลุ่มคาร์โบไฮเดรตใช้เวลาย่อยแค่ 40 นาที ให้อยู่ในรูปของกลูโคส ซึ่งกลูโคสจะเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญพลังงานเองไม่ได้ ต้องใช้อินซูลินจากตับอ่อนพากลูโคสเข้าสู่กล้ามเนื้อในการเผาผลาญเป็น พลังงาน แต่กิจกรรมของคนเราทุกวันนี้ต่างกัน ถ้าร่างกายไม่ได้ออกกำลังกาย กลูโคสก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมอยู่ในร่างกาย
"เมื่อคาร์โบไฮเดรตย่อยเร็ว ร่างกายจะอยากทานอาหารเร็วมากขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรตเป็นโปรตีนจะใช้เวลาย่อยถึง 3 ชั่วโมง ทำให้กลูโคสไม่สูงจนเกินไป"
ส่วนน้ำผลไม้ต่างๆ ทั้ง 100% หรือแบบผสม แนะนำว่า หยุดไปเลย เพราะมีน้ำตาลฟลุกโตส ทำให้ได้รับกลูโคสสูง และร่างกายก็จะอยู่ในสภาพสะสมไขมัน ทางที่ดีควรทานผลไม้แทน เพราะยังมีไฟเบอร์ที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะค่อยๆ ปล่อยกลูโคสออกมา-เข้าใจตรงกันนะ

นอนนานแค่ไหน สมบูรณ์แบบที่สุด!

ผลวิจัยใหม่ ว่าด้วย′การหลับ′
เรามักสงสัยกันอยู่เสมอว่า นอนหลับ นานเท่าใดถึงจะเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยใหม่เรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสลีป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนอนหลับที่น่าสนใจไว้พิจารณากัน

งานวิจัยจากทีมวิจัยฟินแลนด์ดังกล่าว ใช้การวิจัยด้วยการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการนอนหลับ ที่เก็บรวบรวมได้จากโครงการ "สุขภาพปี 200" ของทางการฟินแลนด์ ที่รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างชาย 1,875 คน หญิง 1,875 คน ข้อมูลเหล่านั้นมีทั้งปริมาณการนอน และคุณภาพในการนอนของกลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งข้อมูลเชิงสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น มีอาการโรคนอนไม่หลับหรือไม่ และมีอาการง่วง ล้าแค่ไหนในตอนกลางวัน นอกจากนั้นยังดึงเอาข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างจากสถาบันประกันสังคมมาดูว่า กลุ่มตัวอย่างลาป่วยมากน้อยแค่ไหนอีกด้วย
ผลแสดงให้เห็นว่าในกลุ่มผู้หญิงผู้ที่ลาป่วยน้อยที่สุดนอนเฉลี่ยวันละ7.6ชั่วโมง ส่วนผู้ชาย 7.8 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการนอนที่ "สมบูรณ์แบบ" ของกลุ่มตัวอย่าง
ใครก็ตามที่มีค่าเฉลี่ยการนอนมากกว่าหรือน้อยกว่าเวลาดังกล่าว จะเสี่ยงต่อการลาป่วยเพิ่มมากขึ้น จนถึงอย่างมากที่สุด 8 วันในระยะเวลา 1 ปี โดยผู้ชายที่นอนเป็นเวลายาวนานเหมาะสมที่สุด ลาป่วยเฉลี่ยเพียงปีละ 5.93 วัน ส่วนผู้หญิงจะลาป่วยปีละ 7.64 วันเท่านั้นเอง
งานวิจัยนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ ซึ่งพบว่าระยะเวลาที่เหมาะสมของการนอนในแต่ละคืนนั้น อยู่ระหว่าง5-9ชั่วโมงและขึ้นอยู่กับเพศอายุและคุณภาพในการนอนอีกด้วย

วิจัย “วิตามินบี1” ช่วยถอนพิษสุรา

นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ได้ร่วมทำวิจัยเรื่อง ผลของการเสริมวิตามินบี 1 ในผู้ป่วยติดสุราระยะถอนพิษ พบว่าผู้ป่วยติดสุราที่ได้รับการบำบัดรักษา มักใช้เวลานานในการถอนพิษสุรา โดยจากข้อมูลทางวิชาการพบว่า สารที่ช่วยบำรุงประสาทได้ดี คือ วิตามินบี 1 พบได้ในอาหารหลายชนิดด้วยกัน

"ในผู้ป่วยติดสุรามักพบการเสื่อมหรือผิดปกติของสารสื่อประสาท การรักษาด้วยการเสริมวิตามินบี 1 จึงถูกนำมาใช้ในการวิจัยและเชื่อว่าจะทำให้ผู้ป่วยติดสุราฟื้นตัวได้เร็ว ขึ้น โดยการวิจัยได้ประเมินโปรแกรมการรักษาแบบทั่วไปเปรียบเทียบกับการเสริม วิตามินบี 1 ในผู้ป่วยที่ติดสุราระยะถอนพิษ เปรียบเทียบกับระยะเวลาการฟื้นตัวในผู้ป่วยที่รับการรักษาตามแบบแผน ระหว่างได้รับวิตามินเพิ่มและไม่ได้รับวิตามินเพิ่ม โดยทดลองกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาใน
รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ กลุ่มแรก อาสาสมัคร 9 คน ดื่มอาหารเสริมน้ำจมูกข้าวกล้องหอมมะลิผสมจมูกข้าวสาลีและข้าวโอ๊ต กล่องละ 180 มิลลิลิตร (มล.) วันละ 3 กล่อง ร่วมกับการรักษาตามแบบแผนการรักษาต่อเนื่อง 7 วัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับการเสริมวิตามินบี 1 จากการดื่มน้ำจมูกข้าวกล้องหอมมะลิผสมจมูกข้าวสาลีและข้าวโอ๊ตอย่างต่อ เนื่อง มีระดับอาการความรุนแรงของการถอนพิษสุราที่ดีขึ้น คือ พบระดับความรุนแรงของอาการได้น้อยถึง 1.13 เท่า ของกลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินบี 1 เพิ่มเติม และระดับการฟื้นตัวของกลุ่มทดลองดีขึ้นถึงร้อยละ 88 เมื่อเสริมวิตามินบี 1 เพิ่มเติม" นพ.พิทักษ์พลกล่าว และว่า อาการถอนพิษสุราหรืออาการลงแดง จะเกิดขึ้นในผู้ป่วยติดสุรามานาน เมื่อหยุดดื่มจะเกิดอาการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น รู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล มือสั่น ใจสั่น อาจรุนแรงถึงกับพูดเพ้อ สับสน หลงผิด ประสาทหลอนทั้งทางตา หู บางกรณีอาจชัก โดยอาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นหลังหยุดดื่มสุราในวันที่ 2-3 ไปจนถึง 1 สัปดาห์

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บานไม่รู้โรย ยาดีเพื่อ เธอ

"บานไม่รู้โรย" ยาดีเพื่อเธอ
คอลัมน์ เครื่องแนม

กล่าวกันว่าสมุนไพรไทยนั้นรักษาโรคได้สารพัด เชื่อสิว่าไวรัสอีโบลาก็อาจสิ้นฤทธิ์ด้วยสมุนไพรเพียงแต่เรื่องอย่างนี้ต้อง ใช้เวลาในการค้นคว้าและทดลองเพราะตำรับยาโบราณนั้นมีมากมายที่สืบทอดกันแบบ ปากต่อปาก ไม่ได้มีจดไว้ทุกตำรับ
ล่าสุด โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีตำรับยาดีสำหรับสตรีเพศมาประชาสัมพันธ์
ใครจะเชื่อว่าดอกไม้ไหว้ครูอย่าง "บานไม่รู้โรย" จะนำมาปรุงเป็นยาแก้ไข้ทับระดู (เมนส์) ได้ โดยใช้...
"บานไม่รู้โรยดอกขาว ทั้งห้า 1 กำ บานไม้รู้โรยดอกแดง ทั้งห้า 1 กำ นำมาต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว หรือใช้ดื่มแทนน้ำ ให้เอาบานไม่รู้โรยดอกแดงดอกขาวต้มดื่ม หรือลูกใต้ใบกับบานไม่รู้โรยดอกขาวแดง นำมาต้มสลับกัน (ถ้าไข้ทับระดูมาก่อนระดู ให้เอาดอกแดงไว้บน ถ้าไข้ทับระดูมาก่อนให้เอาดอกขาวไว้บน) 3 กำ ต้มแก้ไข้ วันละ 1 กำ ต้มดื่มจนจืด หรือใช้บานไม่รู้โรยดอกขาวทั้งห้า กับว่านกีบแรดทั้งห้า ต้มดื่มจนจืด ดื่มแทนน้ำได้เลย"
และอีกโรคหนึ่งที่หมอยานิยมใช้บานไม่รู้โรยดอกขาวกันมาก คือ "ตกขาว" ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกถึงความไม่สมดุลภายในของผู้หญิงที่ต้องการจัดการอย่างเร่งด่วน
บานไม่รู้โรยยังใช้เป็นยาอีกหลายอย่างเช่นการใช้ต้มดื่มแก้ยาสั่งโดยใช้ร่วมกับไผ่จืด เป็นยาแก้หอบหืด แก้ไอ ขับปัสสาวะ เป็นต้น
ถ้ามีปัญหาปัสสาวะขัด ปวดท้องน้อย ปวดหลัง ปวดเอว มดลูกไม่เข้าอู่
ตำรับที่ 1 บานไม่รู้โรยดอกขาว ทั้งห้า 1 กำ คัดเค้าน้อย 3 กีบ คัดเค้าใหญ่ 3 กีบ นำมาต้มดื่ม ครั้งละ 1 แก้ว หรือใช้ดื่มแทนน้ำ
ตำรับที่ 2 บานไม่รู้โรยดอกขาว และแดง ทั้งห้า 1 กำ ไผ่จืด ทั้งห้า 1 กำ นำมาต้มดื่ม ครั้งละ 1 แก้ว หรือใช้ดื่มแทนน้ำจนกว่าจะหาย

ข้อดีของการนอนเร็ว

การนอนหลับพักผ่อนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ได้หลับตาสนิท นอนตามเวลา และได้นอนเต็มอิ่ม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสุขภาพที่ดี จนเรียกว่า การนอนหลับเป็นรางวัลจากธรรมชาติ และเป็นวิตามินชั้นเยี่ยมที่ไม่ต้องไปหาจาก ที่ไหน โดยนาทีทองที่สำคัญคือตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป จนถึงก่อนเที่ยงคืน ซึ่งข้อดีของการนอนหลับได้เร็วก็คือ...

ร่างกายได้ซ่อมแซม
การใช้ชีวิตหรือการทำงานในแต่ละ วันทำให้เราต้องใช้ร่างกายตลอดเวลา นาทีสำคัญที่จะช่วยฟิตร่างกายของเราได้ก็คือตอนนอน เพราะสมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อได้คลายตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลด ดังนั้นการนอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมร่างกายที่สึกหรอไปจากงานหนักทั้งวัน ยิ่งได้นอนเร็วก็เท่ากับได้ตักตวงกำไรสำคัญที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดี คนที่นอนเร็วจะไม่เสี่ยงกับการเจ็บป่วย ง่ายได้อีกด้วย
มีความสุขง่าย
ดัชนีความสุขของเราอาจ เพิ่มสูงเพียงลองนอนให้เร็วขึ้น เพราะเมื่อนอน เร็วก็จะมีโอกาสนอนได้เต็มอิ่มและเพียงพอกับความต้องการของร่างกายอย่างเต็ม ที่ ในทางตรงข้าม เมื่ออดนอนจะนำไปสู่ความอึมครึมของสุขภาพและสมอง ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ขี้หงุดหงิด ความอดทนน้อยลง และอารมณ์เสียง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
ช่วยป้องกันความแก่
แค่นอนก็ช่วยเสริมสร้างความ หนุ่มสาว และป้องกันความเสื่อมชราที่มาหาได้จากพลังการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสนิมแก่ที่เกิดในร่างกายตามธรรมชาติในทุกลมหายใจ ซึ่งการได้นอนจะช่วยให้สนิมแก่ทั้งหลายไม่ทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควร การนอนไวตั้งแต่หัวค่ำช่วยทำให้ความแก่ไม่เดินมาหาเราเร็วเกินไป
ความจำดีขึ้น
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ชี้ว่าคนที่นอนน้อย (ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน) ติดกันมีผลต่อความจำ สมาธิและอุบัติเหตุมาก ด้วยกลไกขณะนอนช่วยจัดระเบียบสมอง (Consolidation) คล้ายอีเมลที่แยกเมลขยะออกไป สังเกตว่าเวลาอดนอนจะมีอาการมึน ความจำมัว ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน เพราะคิดอีกอย่างแต่กลับพูดอีกอย่าง ดังนั้นการได้นอนเต็มอิ่มมีส่วนช่วยให้สมองได้เติมพลัง ชาร์จแบตพร้อมรับความจำใหม่ๆ ได้ดีขึ้น
ไม่เสี่ยงอ้วน
ช่วยให้ไม่เกิดการเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง เพราะการนอนเร็วช่วยสกัดอาการหิวดึกและกินดุที่จะตามมา นอกจากนั้นยังมีกลไกดับหิวด้วยการสร้างเคมีดับหิวขึ้นมา ทำให้การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ดีกว่า เพราะกระตุ้นเตาเผาในร่างกายให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมาก
คุมความดันโลหิตได้
เพราะในขณะนอนหลับเร็ว ภายในร่างกาย ระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้งหลายและกลไกทางชีววิทยาที่เป็นดั่งฟันเฟือง ขนาดจิ๋วทั้งหลายจะมีการช่วยกันทำงานที่ ซับซ้อนอย่างคุมหัวใจและความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่น
ไม่เสี่ยงโรคกำเริบ
โรคเก่าที่อาจกำเริบได้ในมนุษย์ นอนดึกก็คือ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียด ซึมเศร้า รวมไปถึงโรคมะเร็ง การนอนดึก ทำให้ร่างกายเหนื่อยเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ คิดง่าย ๆ ว่าเหมือนกับเครื่องยนต์ต้องทำงานเกินเวลา ก็จะทำให้โรคที่พกอยู่ตามอวัยวะต่างๆ พากันแผลงฤทธิ์ขึ้น
ได้ล้างพิษ
สังเกตได้ว่าคนที่อดนอนอาจมีปัญหาท้อง ผูก หน้าตาหม่นหมอง ดูไม่สดชื่น และที่สำคัญคือสุขภาพไม่ดี นั่นเพราะส่วนหนึ่งของพิษมาจากการนอนดึกด้วย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ปวดรอบเดือนบ่อย ถ้าแก้การนอนดึกได้ก็สามารถช่วยคุมเคมีปวดได้มาก
สมองสร้างเคมีสุข
สมองเป็นหัวเรือใหญ่ในการแจกงาน ให้อวัยวะต่างๆ ไม่เว้นแม้เวลานอนที่ถือเป็นเวลาแจกรางวัลให้ร่างกาย โดยมอบเมลาโทนิน ซีโรโทนิน และฮอร์โมนเพศ อีกทั้งเคมีบำรุงต่างๆ ออกมาคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น พร้อมตื่นมาอย่างสดชื่น แถมยัง ช่วยเป็นเกราะป้องกันป่วยได้ด้วย ซึ่งการนอนหลับมีผลมหาศาลต่อคุณภาพชีวิตของเรา

อัลไซเมอร์ เช็ก คำถาม 14 ข้อ รีบประเมินก่อนสมองเสื่อม

"อัลไซเมอร์" โรคสมองเสื่อมประเภทหนึ่งที่ปัจจุบันเป็นภาวะที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ รุนแรงและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมอย่างที่เรานึกไม่ถึงเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนในสังคมก็ควรทำความเข้าใจด้วยว่า ผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจที่จะหลงลืม ก้าวร้าว หรือหงุดหงิดเช่นพฤติกรรมที่แสดงออกมา

แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลว่า การดูแลคนสมองเสื่อมเป็นเรื่องยาก การดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุก ๆ คนต้องร่วมกัน เพียงแค่การพูดคุยกับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ มีการถามข่าวคราวบ้าง หากบางทีเขามีอาการน้อยใจต้องรีบคุย หาทางแก้ปัญหา นั่นก็เป็นวิธีหนึ่งแล้ว หรือจะพาผู้ป่วยออกมาเจอสังคม จะทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คำว่า "กันไว้ย่อมดีกว่าแก้" ยังคงใช้ได้เสมอ การรู้เท่าทันต้นสายปลายเหตุของโรคก็ถือเป็นการป้องกันโรคได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงการสังเกตพฤติกรรมของอาการแรกเริ่มก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำเช่นกัน
โดยระยะแรกจะดูได้จากการหลงลืมในเรื่องง่าย ๆ ต่อมาจะเริ่มเรียกชื่อสิ่งของไม่ค่อยถูก เช่น ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่า "ปากกา" รู้แต่ว่ามันสามารถใช้ขีดเขียนได้ ต่อมาจะพูดรู้เรื่องน้อยลง และท้ายสุดอาจถึงขั้นที่ว่าจะไม่สามารถพูดได้เลย
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยมักจะไม่สามารถแยกแยะทิศทางด้านซ้ายหรือด้านขวาได้ ไม่สามารถเขียนแผนที่ หรืออธิบายเส้นทางอย่างชัดเจนได้ เนื่องจากจินตนาการความคิดจะเริ่มหายไป อีกกรณีหนึ่งคือการเล่าเรื่องซ้ำ ๆ ถามอะไรซ้ำ ๆ ซึ่งผู้อยู่รอบข้างอาจรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญกับพฤติกรรมดังกล่าว อาการที่ถือว่าหนักสุด คือการที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร จำชื่อ-นามสกุลไม่ได้ และคนไข้จะรู้สึกว่าตัวเองมีอายุน้อยลง แล้วท้ายสุดจะจำใครไม่ได้เลย แต่จะมีความรู้สึกคุ้น ๆ ว่าเป็นลูกหลานคนใกล้ตัว หรือคนรู้จักกัน
หรือสามารถเทสต์แบบทดสอบ "อัลไซเมอร์ เช็ก" ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ www.thaimemorytest.com ที่แนะนำโดยบริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นแบบทดสอบซึ่งแปลจากบทความใน British Medical Association ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีคำถามทั้งหมด 14 ข้อเกี่ยวกับสิ่งที่พบเจอได้บ่อยในกิจวัตรประจำวัน เกณฑ์การให้คะแนนอยู่ที่ความถี่ต่อพฤติกรรมนั้น ๆ เมื่อรวมคะแนนแล้วจะมีคะแนนสูงสุดอยู่ที่ 56 คะแนน หากทดสอบได้ 40 คะแนนขึ้นไปควรพบแพทย์ เพราะมีแนวโน้มสูงที่จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กินเค็มมหันตภัยเงียบ ทำลายสุขภาพ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีนิสัยชอบกินอะไรก็ต้องเรียกหาพริกน้ำปลา มาเพิ่มความเค็มในอาหารอยู่เป็นประจำ หรือหากกินบ่อยๆ พอเพื่อนถามหรือใครเตือน ก็จะอ้างว่าเหยาะนิดหน่อยแก้เลี่ยนบ้าง อาหารจืดไปบ้างล่ะ แต่มีใครทราบบ้างไหมว่า ความอร่อยที่ได้รับนั้น จะกลายเป็น “มหันตภัยเงียบ” ที่ย้อนกลับมาทำลายสุขภาพเราโดยไม่รู้ตัว

โดย ทั่วไปร่างกายคนเราต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือแค่ประมาณ 1 ช้อนชา แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่กินโซเดียมเกินความจำเป็นกว่า 3 เท่าตัว ฉะนั้น เมื่อเราเค็มเข้าไปมากเกินกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้หมด นานวันเข้าหากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ก็จะนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ อาทิ


โรคความดันโลหิตสูง ในร่างกายเรามีไตเป็นอวัยวะช่วยปรับระดับโซเดียมและน้ำในร่างกายให้เหมาะสม แต่เมื่อใดที่ร่างกายมีโซเดียมสูงและไตไม่สามารถปรับโซเดียมให้เหมาะสมกับ น้ำได้ ปริมาณโซเดียมและน้ำในร่างกายมีก็จะเพิ่มสูงขึ้น เลือดซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญก็จะสูงขึ้น และมีเลือดวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ในที่สุด

โรคหัวใจ เมื่อความดันโลหิตสูงหัวใจก็ต้องสูบฉีดเลือดหนักขึ้น เต้นเร็วขึ้น เพราะปริมาณเลือดในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งนอกจากมีผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินก็จะก่อให้เกิดอาการตัวบวมและมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ ขาดเลือดมากกว่าคนที่มีความดันโลหิตปกติ 2-4 เท่า ซึ่งถ้าเป็นหนักๆ อาจถึงขั้นหัวใจวายได้

โรคไต เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ไตเสื่อมสภาพ ไม่สามารถขับของเสียในร่างกายได้ และเป็นโรคไตเสื่อม ไตวาย ได้

อัมพฤกษ์ อัมพาต หากเป็นโรคความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน ก็จะเกิดการทำลายผนังหลอดเลือด และนำไปสู่การทำลายอวัยวะส่วนที่สำคัญ โดยเฉพาะสมองซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตจากโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ และตัน

ไม่ใช่แค่นี้ การกินเค็มมากๆ ยังส่งผลให้โรคหอบหืดรุนแรงขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะ (ไม่เกรน) รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน และมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้นด้วย

หากเป็นไปได้ เพื่อนๆ ที่ชอบกินเค็มเป็นประจำ ควรลดการกินเค็มให้น้อยลง และออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

รู้หรือไม่!

มาสำรวจกันสิว่าอาหารแต่ละชนิดที่เรากินในแต่ละวันมีปริมาณโซเดียมมากน้อยแค่ไหน
- เครื่องปรุงรสปริมาณโซเดียม (1 ช้อนโต๊ะ / 1 มิลลิกรัม)น้ำปลา1070-1620ซีอิ้ว880-1570ซอสถั่วเหลือง1110-1340ซอสหอย นางรม450-610น้ำจิ้มไก่360-410ซอสพริก60-350ซอสมะเขือเทศ90-190ผงชูรส 163ซุปก้อน 176

- อาหารทั่วไป บะหมี่สำเร็จรูปพร้อมเครื่องปรุง 1 ซอง 1000-1810 โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป 1 ถ้วย 900-1340 มันฝรั่งทอดกรอบ 30 กรัม140-200 ข้าวเกรียบกุ้ง 30 กรัม 340ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง 730 ปลาสวรรค์รสเข้มข้น 20 กรัม 590 ปลาหมึกอบ 30 กรัม 862 น้ำมะเขือเทศ 240 กรัม 340

10 เหตุผลที่ลดน้ำหนักไม่ลงสักที

ลดอาหาร ออกกำลังกาย แต่ขึ้นตาชั่งทีไรน้ำหนักก็เท่าเดิม
 
1. คุณกินชดเชยหลังออกกำลังกายใช่ไหม?
สาว ๆ หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก (ก็เพิ่งเบิร์นไปตั้งหลายแคลอรี่นี่นา) แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ
2. คุณอาจจะนอนไม่พอ
นอน ดึก ๆ หรือนอนน้อย ๆ ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ประโยชน์ที่ควรได้จากการออกกำลังกายลดลง และทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าคุณนอนไม่พอเมตาบอลิซึม จะทำงานช้าลงตรงข้ามกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น
3. คุณเครียดเกินไปไหม?
ยิ่ง คุณเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักคุณก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียด ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บ พลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น (พุงจะยื่นเลยล่ะ)
4. คุณกินน้อยเกินไปล่ะมั้ง
กิน น้อยได้พลังงานน้อยก็จริง แต่ถ้ากินน้อยเกินไปร่างกายจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการลดอัตราเมตาบอ ลิซึมลง เพื่อกักเก็บพลังงานเอาไว้ (ป้องกันไม่ให้อดตาย!)
5. คุณลดไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า?
การ ลดอาหารและออกกำลังไม่ต่อเนื่องนั้น แย่ยิ่งกว่าการกินมาก ๆ ออกกำลังกายน้อย ๆ เสียอีก เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวไม่ทัน ดีไม่ดีตอนที่คุณกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายอาจกำลังเร่งเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนที่คุณก็ได้
6. คุณไม่ได้อยากลดน้ำหนักจริง ๆ
ถาม ตัวเองให้แน่ ๆ ว่าคุณอยากจะลดน้ำหนักแบบจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง ไม่นานคุณก็จะเบื่อและท้อ พอมีอะไรมายั่วหน่อยก็อยากกิน อาจจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกจนไขมันพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก
7. คุณออกกำลังไม่หลากหลายล่ะสิ
ออก กำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไปยังไงล่ะ ปรับเปลี่ยนซะบ้างนะ
8. น้ำหนักที่เห็นอาจไม่สัมพันธ์กับไขมันก็ได้
น้ำ หนักที่คุณชั่งได้มีทั้งน้ำหนักของน้ำ มวลกล้ามเนื้อ แล้วก็ไขมัน การออกกำลังกายมาก ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแทนที่ไขมันที่หายไป คุณถึงยังน้ำหนักเท่าเดิมยังไงล่ะ
9. คุณอาจใจร้อนเกินไป
ร่างกาย คนเราไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังแป๊บเดียว น้ำหนักก็ลดลงไปเห็น ๆ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเดือน อย่าใจร้อน! ให้เวลากับตัวเองหน่อย ถ้าคุณพยายามเดี๋ยวก็เห็นผลเอง…ไม่ต้องรีบ
10. บางทีคุณอาจจะเป็นโรค (ที่ไม่เคยรู้)
โรค บางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมาก ๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือน ๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดู
ที่มา Women to Women

ดื่มน้ำอย่างไรให้ได้ผลดี ?

ทุกอย่างมีข้อดี ข้อเสีย เสมอค่ะ มากไปน้อยไปก็ไม่ควร อย่างการดื่มน้ำ ที่เขาว่ากันว่าดื่มน้ำมากๆ ก็จะดี แต่ที่จริงแล้ว ร่างกายของเราต้องมีสมดุล เพราะฉะนั้นเราจึงควรรู้จักการดื่มน้ำที่ถูกต้องเพื่อผลดีกับร่างกายเรานะคะ

สำหรับการดื่มน้ำที่ถูกต้องนั้น ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ 2-3 แก้วติดต่อกันในทันที หันมาใช้วิธีการดื่มไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้นำน้ำเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของร่างกายค่ะ และควรหยุดการดื่มน้ำพร้อมๆ กับการรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การย่อยไม่ดีได้ ควรเลือกดื่มน้ำก่อนการรับประทานอาหารอย่างมากไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อให้น้ำย่อยมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้เต็มที่ หลังทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ เพื่อให้กระเพาะได้ทำการย่อยอาหารเสียก่อน
การแบ่งช่วงเวลาการดื่มน้ำ
นอกจากการดื่มน้ำที่ถูกต้องแล้ว ก็ยังต้องมีการแบ่งเวลาและปริมาณการดื่มน้ำที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายได้ดูด ซับเอาไปใช้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าเราต้องดื่มน้ำเวลาไหนและปริมาณเท่าไหร่กันบ้าง…
- ตื่นนอนตอนเช้าดื่ม 1 แก้ว เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ
- ตอนสายๆ ประมาณ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้นจึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป
- ตอนบ่ายๆ และตอนเย็น ช่วงละประมาณ 3 แก้ว
- ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น
ดื่มน้ำอุ่นสิดี
นอกจากการดื่มน้ำที่ถูกต้อง การแบ่งช่วงเวลาและปริมาณที่เหมาะสมแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญนั่นคือ การเลือกดื่มน้ำอุ่น นะคะ เพราะน้ำอุ่นนั้นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย จะได้ไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง อุณหภูมิโดยปกติของร่างกายคนเรานั้นอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าเราดื่มน้ำเย็นๆ สัก 2 องศาเซลเซียส น้ำเย็นจะต้องไปดึงความร้อนของร่างกายมาทำให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากับร่างกาย การดูดซึมจะทำงานได้ ทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานและเสียเวลาในการปรับสมดุลให้คืนสู่ปกติ
ดูซิ ! แค่การดื่มน้ำเนี่ย ยังต้องมีวิธีการดื่มที่ถูกต้องและปริมาณที่เหมาะสม แต่อย่าละเลยกันเป็นอันขาดนะคะ ดูแลร่างกายเราซะตั้งแต่วันนี้ เพื่อความแข็งแรงในวันหน้าค่ะ

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

400-500 กรัมต่อวัน กินผักเท่านี้ ชีวิตดี

หากต้องการมีสุขภาพดี อาศัยการออกกำลังกายอย่างเดียวคงไม่พอ หรือแม้จะเลือกกินสิ่งที่มีประโยชน์ควบคู่ ก็ยังต้องกลับมาดูว่าสิ่งนั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแต่ละวันหรือ ไม่

รศ.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ประชากรไทยร้อยละ 70 ของกลุ่มประชากรที่สำรวจ มีการรับประทานผักและผลไม้น้อยกว่าปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีผักที่รับประทานได้ถึง 330 ชนิด ซึ่งเกิดจากสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ที่เวลาส่วนใหญ่มักอยู่กับการทำงาน มีเวลาค่อนข้างจำกัดขณะที่อาหารจานด่วนที่ประชาชนนิยมซื้อ มักมีส่วนประกอบของผักและผลไม้ค่อนข้างน้อย
"หากรับประทานผักและผล ไม้มากกว่า 569 กรัมต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินอาหาร แต่หากรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณต่ำกว่า 249 กรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงในโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้น"
การรับประทานผัก และผลไม้ให้เพียงพอ ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ถึง 50% ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 30% ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ 6% โรคมะเร็งทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร 1-6% นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า การรับประทานผักและผลไม้ในสัดส่วนดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไม่ติดต่อเรื้อรัง ทั้งเบาหวานและความดันอีกด้วย
ดร.คีธ แรนดอล์ฟ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของสถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ เผยว่า ไฟโตนิวเทรียนท์หรือสารอาหารตามธรรมชาติที่พบในพืชต่างๆ มีหลากสีสัน หากได้รับประทานจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น อาทิ สีแดงหรือไลโคปีน พบมากในมะเขือเทศ ช่วยบำรุงต่อมลูกหมาก และช่วยบำรุงปอดและหัวใจ, สีเขียวหรือลูทิอีน และซีแซนทิน พบมากในบร็อกโคลี ผักกาดเขียว ช่วยบำรุงสายตา, สีขาวหรือเคอเวทิน พบมากในหอมหัวใหญ่ แอปเปิล ช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อ
สีม่วงหรือแอนโธไซยานิน พบมากในผลไม้ตระกูลเบอรี่ อาทิ บลูเบอรี่ สตรอเบอรี่ ช่วยบำรุงสมอง และบำรุงหัวใจ, และสีเหลืองและส้มหรือเบต้า-แคโรทีน พบมากในแครอต ฟักทอง ช่วยบำรุงสายตา และบำรุงหัวใจ เฮสเพอริดิน พบมากในผลไม้ตระกูลส้ม ช่วยบำรุงหลอดเลือดแดง
"ปริมาณและความหลากหลายของผักและผลไม้มีความ สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเราควรรับประทานผักและผลไม้ในทุกๆ โอกาสที่สามารถทำได้ ตามปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ 400-500 กรัมต่อวัน"